HIV & AIDS
HIV (เอชไอวี) คือไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับโรคต่างๆได้ ส่วน AIDS (เอดส์) เป็นชื่อของโรคที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกเอชไอวีทำลายจนอ่อนแอลงอย่างรุนแรง ผู้ที่มีเอชไอวีสามารถอยู่ได้หลายปีโดยไม่แสดงอาการหรือพัฒนาเป็นเอดส์ ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม การติดเชื้อเอชไอวีสามารถเกิดขึ้นได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้การป้องกัน การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่มีเลือดติดเชื้อร่วมกัน หรือจากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตร
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษาเอชไอวีให้หายขาด แต่มียาต้านไวรัสที่ช่วยควบคุมเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพ การรับรู้และการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับเอชไอวี นอกจากนี้ การศึกษาและการเข้าใจเกี่ยวกับการติดต่อและการป้องกันเอชไอวีเป็นกุญแจสำคัญในการลดการแพร่กระจายของเชื้อและสร้างสังคมที่มีความเข้าใจและสนับสนุนผู้ที่อาศัยอยู่กับเอชไอวีและเอดส์

ประวัติของ
HIV และ AIDS
ความเป็นมาของเอชไอวี และเอดส์
HIV และ AIDS เริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อเอดส์ถูกระบุเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา จากนั้นไม่นาน โรคนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และเริ่มมีการระบุตัวตนของเชื้อ HIV ว่าเป็นสาเหตุของเอดส์ในปี 1983 โดยนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศส Luc Montagnier และทีมงาน ตั้งแต่นั้นมา ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษาได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก การพัฒนายาต้านไวรัสในช่วงทศวรรษ 1990 ได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตและเพิ่มอายุขัยสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV อย่างมาก แม้ว่าในช่วงแรก การรักษามีราคาแพงและไม่สามารถเข้าถึงได้ในหลายประเทศ แต่ในปัจจุบัน การเข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น และมีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอย่างกว้างขวาง
การต่อสู้กับ HIV และ AIDS ยังคงเป็นความท้าทายในระดับโลก ด้วยความพยายามขององค์กรต่างๆ ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ เช่น UNAIDS และ WHO ในการป้องกันการแพร่ระบาด การสนับสนุนการเข้าถึงการรักษา และการลดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่อาศัยอยู่กับ HIV และ AIDS
เอชไอวี (HIV) และเอดส์ (AIDS) ต่างกันอย่างไร:
เอชไอวี (HIV - Human Immunodeficiency Virus)
เป็นชื่อของไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำลายเซลล์ CD4 หรือเซลล์ T ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับโรคติดเชื้อของร่างกายลดลง
เอดส์ (AIDS - Acquired Immune Deficiency Syndrome)
เป็นชื่อของภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายโดยเอชไอวีจนอ่อนแอลงอย่างมาก ผู้ที่มีภาวะเอดส์จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อร่วม (opportunistic infections) และโรคเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งปกติร่างกายสามารถต่อสู้และป้องกันได้
การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาเป็นเอดส์เสมอไป ด้วยการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (antiretroviral therapy - ART) ผู้ติดเชื้อสามารถควบคุมระดับของเชื้อในร่างกาย ชะลอการพัฒนาของโรค และมีชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพได้ การรับรู้และเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งการตรวจเชื้อเป็นประจำ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเปลี่ยนจากการติดเชื้อเอชไอวีไปสู่ภาวะเอดส์
รู้หรือไม่ ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่เอดส์

ถามบ่อยเกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์
-
การติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์มีกี่ระยะ
-
เชื้อ HIV สามารถติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์, เข็มฉีดยา, และจากแม่สู่ลูก มี 3 ระยะการติดเชื้อ:
-
ระยะเฉียบพลันมีอาการคล้ายไข้,
-
ระยะแฝงที่อาจไม่มีอาการแต่ยังติดต่อได้,
-
ระยะเอดส์ที่ภูมิคุ้มกันลดลงจนเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง.
-
-
-
ถ้าเป็น HIV ต้องรักษานานแค่ไหน
-
การรักษา HIV ปัจจุบันใช้ยาต้านไวรัส หากตรวจพบเชื้อและรักษาทันทีด้วยวินัยการทานยาที่ดีและติดตามแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สามารถฟื้นฟูสุขภาพได้ใน 6 เดือน แต่ยาต้านไวรัสไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดจากร่างกาย จึงต้องทานยาตลอดชีวิต การตรวจเชื้อสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อลดความเสี่ยงหรือหาเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ มีความเสี่ยงสามารถรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมง.
-
-
ถุงยางแตกติดเชื้อเอชไอวีไหม
-
การที่ถุงยางแตกอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV ถ้าหากมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเชื้อ เนื่องจากถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่สำคัญที่ช่วยลดการสัมผัสโดยตรงกับสารหลั่งที่อาจมีเชื้อ HIV หากถุงยางแตก การป้องกันนี้จะหายไป ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อได้
-
อ้างอิงจาก
-
UNAIDS. (n.d.). ประวัติศาสตร์ของ HIV และ AIDS. สืบค้นจาก https://www.unaids.org/
-
WHO. (n.d.). HIV/AIDS. สืบค้นจาก https://www.who.int/health-topics/hiv-aids#tab=tab_1
-
Montagnier, L., et al. (1983). Isolation of a T-lymphotropic retrovirus from a patient at risk for acquired immune deficiency syndrome (AIDS). Science, 220(4599), 868-871.