โรคไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับ โดยไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการในช่วงเริ่มต้น ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษกว่าจะรู้ว่าตนเองติดเชื้อไวรัสนี้ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่มีความร้ายแรง เนื่องจากการไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรง และอันตรายถึงชีวิตได้

โรคไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อได้อย่างไร?
ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก การติดต่อเกิดขึ้นเมื่อเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายของผู้อื่น โดยวิธีการแพร่เชื้อที่พบได้บ่อยประกอบด้วย
การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดมักมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันสามารถทำให้ไวรัสแพร่เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง
การสักหรือเจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด การสักหรือเจาะหูที่ใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้ฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบซีสู่ผู้อื่น
การใช้ของมีคมร่วมกัน ของใช้ส่วนตัว เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ ที่อาจมีเลือดปนอยู่ หากใช้ร่วมกันโดยไม่มีการฆ่าเชื้อ อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้
การถ่ายเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะที่ไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรองไวรัส แม้ว่าปัจจุบันกระบวนการตรวจคัดกรองในธนาคารเลือดจะมีความเข้มงวดมากขึ้นแล้ว แต่ในอดีตมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากจากการรับเลือดที่ไม่ได้ตรวจอย่างละเอียด
การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด แม้การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกมีอัตราค่อนข้างต่ำ แต่ก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะในแม่ที่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูง
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แม้ว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีผ่านการมีเพศสัมพันธ์จะน้อยกว่าการติดเชื้อทางเลือด แต่ก็ยังมีโอกาสหากมีบาดแผลหรือเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์

ความเสี่ยงระยะยาวของไวรัสตับอักเสบซีเมื่อไม่ได้รับการรักษา
การปล่อยให้ไวรัสตับอักเสบซีอาศัยอยู่ในร่างกายโดยไม่เข้ารับการรักษาอาจเกิดผลกระทบระยะยาวที่รุนแรงดังนี้
ภาวะตับแข็ง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังทำให้เกิดการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่อง จนเนื้อเยื่อตับถูกทำลาย และกลายเป็นพังผืด ส่งผลให้เกิดภาวะตับแข็งซึ่งทำให้การทำงานของตับลดลง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การคั่งของเลือดในหลอดเลือดดำ (portal hypertension) ที่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำในช่องท้อง และเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารที่อาจแตกได้
มะเร็งตับ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเนื้อเยื่อตับที่ถูกทำลายจากการอักเสบเรื้อรังนั้นกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การตรวจพบมะเร็งตับในระยะแรกอาจเป็นไปได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มักพบเมื่อโรคได้ลุกลามไปมากแล้ว
ภาวะตับวาย การที่ตับสูญเสียหน้าที่อันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับวาย ซึ่งตับไม่สามารถกรองสารพิษออกจากเลือดได้ ทำให้เกิดภาวะสารพิษคั่งในร่างกาย ระบบต่าง ๆ ของร่างกายจึงทำงานผิดปกติ
ผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรังมักเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่ออวัยวะ และระบบอื่น ๆ เช่น การอักเสบของหลอดเลือด หรือโรคข้ออักเสบ นอกจากนี้ ภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติยังส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลมากขึ้น

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ดังนี้:
ยาต้านไวรัสแบบรับประทาน (Direct-Acting Antiviral Agents หรือ DAAs) DAAs เป็นยาต้านไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับไวรัสตับอักเสบซี ยานี้มีประสิทธิภาพสูง และมีผลข้างเคียงน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายขาดได้ภายใน 8-12 สัปดาห์ หากได้รับยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์
การตรวจเลือด และติดตามอาการเป็นระยะ แม้การรักษาจะช่วยกำจัดไวรัสได้ แต่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบการฟื้นตัวของตับ และคอยระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
การปรับพฤติกรรม และดูแลสุขภาพตับ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งมีผลเสียต่อตับ รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
การป้องกันไวรัสตับอักเสบซี
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถทำได้โดยการระมัดระวังในชีวิตประจำวัน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง:
ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยง และเลือกใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง
เลือกสถานที่สักหรือเจาะร่างกายที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าความเสี่ยงในการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์จะน้อยกว่าทางเลือด แต่การป้องกันไว้จะดีกว่า
หมั่นตรวจสุขภาพ และคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือเคยรับการถ่ายเลือดมาก่อน
โรคไวรัสตับอักเสบซีเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง มะเร็งตับ หรือภาวะตับวายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญโดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ และเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่ตรวจพบเชื้อ การเข้ารับการรักษาโดยใช้ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหายขาด และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
コメント