เข้าใจโรคหนองใน ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
- Siri Writer
- Dec 4, 2023
- 2 min read
Updated: Dec 24, 2023
โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างมาก โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่พบได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง โดยเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายด้วยการสัมผัสกับอวัยวะเพศ หรือของเหลวในร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการเข้าใจโรคหนองในเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกัน จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการรักษาสำหรับสุขภาพที่ดีที่สุด

โรคหนองใน คืออะไร?
โรคหนองใน หรือโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบได้บ่อยมากที่สุดอีกโรคหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถพบได้ในน้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด โดยแพร่เชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ปาก หรือทางทวารหนัก โดยไม่สวมถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ นอกจากนี้พบว่าโรคหนองในสามารถถ่ายทอดได้โดยการสัมผัสโดยตรงด้วย เช่น ทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุตา เป็นต้น
โดยอาการที่แตกต่างกันในผู้หญิงและผู้ชาย ผู้หญิงมักไม่รู้สึกอาการ แต่การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก และมีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนผู้ชาย ได้แก่ ปวดหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ มีของเหลวไหลออกจากอวัยวะเพศ และบางครั้งก็ปวดอัณฑะ ซึ่งโรคหนองในสามารถรักษาได้และรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และป้องกันได้โดยการสวมถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง
สาเหตุโรคหนองใน
มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae) ที่พบในน้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด ซึ่งสามารถติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ไม่ว่าผ่านทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก และการติดเชื้อของทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่ติดเชื้อ โดยเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรียนี้มีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ไม่นาน จึงไม่สามารถติดเชื้อผ่านทางการไอ จาม การกอด หรือการใช้สิ่งของส่วนตัว และสถานที่ร่วมกัน เช่น โถชักโครก ผ้าเช็ดตัว จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ อ่างอาบน้ำ และสระว่ายน้ำ
ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) :ประมาณ 1 – 14 วัน แต่ที่พบบ่อยคือ 3 – 5 วัน
ใครที่มีความเสี่ยงติดโรคหนองใน
ผู้ที่ติดเชื้ออาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ทั้งที่ไม่มีอาการใด ๆ ดังนั้นโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับ และติดเชื้อโรคจึงสูงขึ้นตาม ดังนี้
ผู้ที่ไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือแผ่นยางอนามัย (Dental Dam) สำหรับออรัลเซ็กส์
ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือมีคู่นอนหลายคน
ผู้ที่เคยเป็นโรคหนองใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ มาก่อน
ผู้ที่มีการใช้ไวเบรเตอร์ (Vibrator) หรือเซ็กซ์ทอย (Sex Toy) อื่น ๆ ร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ได้ล้างทำความสะอาด หรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัยชิ้นใหม่ครอบอุปกรณ์ก่อนใช้
ผู้ที่มีการร่วมเพศทางปากจะทำให้เชื้อสามารถติดต่อจากปากไปอวัยวะเพศ หรือจากอวัยวะเพศไปยังปาก
การติดเชื้อของทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่ติดเชื้อ ซึ่งการผ่าคลอดจะไม่ทำให้ทารกติดเชื้อหนองใน

อาการโรคหนองใน
โรคหนองในอาจไม่มีอาการแสดง อาการแสดงอาจมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรืออวัยวะที่มีการติดเชื้อ เช่น ท่อปัสสาวะ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทวารหนัก และมีข้อแตกต่างกันในเพศหญิง และเพศชาย ดังนี้
อาการหนองในเพศหญิง
ผู้หญิงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหนองในปรากฏให้เห็น แต่กรณีที่มีอาการ อาจพบสัญญาณการติดเชื้อต่าง ๆ ภายในไม่กี่วัน หรือหลายสัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ เช่น
มีตกขาวผิดปกติ ตกขาวมีสีเหลือง หรือสีเขียวเพิ่มขึ้น
ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
เจ็บคอ
มีไข้
คันบริเวณปากช่องคลอด
มีสารคัดหลั่ง (discharge) ออกมาทางทวารหนัก
รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยขึ้น และเจ็บหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ หรือขับถ่าย
ปวดแปลบที่ท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน หรือปวดท้องด้านล่างอย่างรุนแรง
รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และบางครั้งอาจมีเลือดออกด้วย
มีเลือดออกเป็นหยด ๆ ในช่วงรอบเดือน หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ
เกิดฝีหนองภายในร่างกาย และปวดท้องน้อยเรื้อรัง
อาการหนองในเพศชาย
ผู้ชายมักจะมีอาการหนองในแสดงให้เห็นได้ชัดเจนกว่าผู้หญิง โดยอาการมักเกิดขึ้นภายใน 2–30 วันหลังจากได้รับเชื้อ ซึ่งกรณีที่เพิ่งจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อมาแล้วหลายสัปดาห์ อาจทำให้ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ และนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้อื่นได้ โดยอาการหนองในของผู้ชาย มีดังนี้
เจ็บคอ
ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะแสบขัด
มีของเหลวลักษณะคล้ายหนองสีขาว เหลือง หรือเขียวออกจากท่อปัสสาวะ โดยจะเกิดภายใน 14 วันแรกของการติดเชื้อ
ปลายองคชาตบวม หรือสีผิดปกติ
รูเปิดท่อปัสสาวะแดงหรือบวม
ปวดและบวมบริเวณลูกอัณฑะบวม
นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดอาการที่บริเวณอื่น และทำให้เกิดอาการต่างกัน เช่น
การติดเชื้อที่ทวารหนัก ทำให้รู้สึกเจ็บและคันบริเวณทวารหนัก รู้สึกเจ็บขณะถ่ายอุจจาระ และมีเลือดหรือของเหลวไหลออกจากทวารหนัก
การติดเชื้อในลำคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บคอเรื้อรัง ภายในลำคอแดงและอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม
การติดเชื้อที่ดวงตา มักเกิดจากการสัมผัสช่องคลอดหรือบริเวณอื่นที่ติดเชื้อ แล้วใช้มือสัมผัสดวงตาโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาด ทำให้รู้สึกปวดหรือระคายเคืองตา เปลือกตาบวม ตาแดงและอักเสบ มีขี้ตาสีขาวหรือเหลืองที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง และตาไม่สู้แสง
การติดเชื้อตามข้อต่อต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าภาวะข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) อาจทำให้ข้อต่อบวมแดง รู้สึกอุ่นหรือเจ็บบริเวณข้อต่อ โดยจะเจ็บมากเมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหนองใน
ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น
เชื้อโรคอาจแพร่กระจายกระแสเลือด ตามด้วยอาการติดเชื้อที่ข้อ โดยเข้าสู่ข้อกระดูก และโรคข้ออักเสบ อาจอันตรายจนเสียชีวิตได้
ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ทำให้เกิดพังผืดในท่อนําไข่และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะมีบุตรยากและการตั้งครรภ์นอกมดลูก
การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกําหนด
หากติดเชื้อโรคหนองในระหว่างตั้งครรภ์ สามารถแพร่เชื้อไปยังบุตรได้ในระหว่างที่คลอดบุตร ซึ่งจะทำให้ทารก เกิดอาจมีภาวะเยื่อบุตาอักเสบ หรือตาบอด
ในผู้ชายที่พบได้ คือ การอักเสบของท่อเก็บเชื้ออสุจิในถุงอัณฑะ (Epididymitis) ซึ่งจะทำให้เจ็บอัณฑะ เจ็บถุงอัณฑะ อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากในชาย และในบางรายอาจทำให้เป็นหมันได้

การวินิจฉัยโรคหนองใน
การเก็บตัวอย่างของเหลวบริเวณช่องคลอด หรือปากมดลูกในผู้หญิง หรือเก็บตัวอย่างปัสสาวะในผู้ชายมาตรวจทางห้องปฎิบัติการ เพื่อย้อมสีกรัม (gram stain) ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียไนซีเรียโกโนเรีย เพาะเชื้อ หรือตรวจพิเศษหาพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรีย (Nucleic acid amplification tests; NAAT)
หากสงสัยว่าอาการที่พบคล้ายกับอาการติดเชื้อหนองใน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา โดยแพทย์จะตรวจการติดเชื้อหนองในด้วยการตรวจภายใน (Pelvic Exam) และเก็บตัวอย่างเชื้อจากบริเวณที่อาจมีการติดเชื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้
การใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างภายในลำคอ ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ และทวารหนัก
การตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหาเชื้อที่บริเวณท่อปัสสาวะ
นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย เพราะคนที่เป็นหนองในมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น หนองในเทียมร่วมด้วย หากผลตรวจระบุว่าติดเชื้อหนองใน แพทย์อาจให้ตรวจเลือดเพื่อหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นเพิ่มเติม เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคซิฟิลิส
การรักษาโรคหนองใน
การรักษาทำได้โดยการฉีดยาปฏิชีวนะ เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว หรืออาจให้รับประทานยาเซฟิซิม (Cefixime) หากอาการไม่ดีขึ้น ควรกลับมาพบแทย์ทันทีเนื่องจากเชื้ออาจดื้อยา ผู้ป่วยควรงดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7 วันหลังเข้ารับการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ควรแจ้งผลตรวจโรคหนองในให้คู่นอนทราบ และแนะนำให้คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ภายใน 60 วันก่อนที่ผู้ป่วยมีอาการโรคหนองในไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจ และรักษาเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำหลังจากผู้ป่วยรักษาหายแล้ว หรือป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น
เนื่องจากผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย แนะนําให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามหลังการรักษา และ 3 เดือนหลังจากได้รับการรักษาเพื่อทำการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

การป้องกันโรคหนองใน
สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ไม่มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หากคุณและคู่ของคุณมีตกขาว หรือของเหลวออกมาทางอวัยวะเพศ หรือรู้สึกแสบขัดเมื่อปัสสาวะ
แนะนำผู้ป่วยงดมีเพศสัมพันธ์ 7 วันหลังให้การรักษาและจนกระทั่งคู่นอนได้รับการรักษาแล้ว
แนะนำให้นำคู่เพศสัมพันธ์ที่มีเพศสัมพันธ์ภายใน 60 วันก่อนที่ผู้ป่วยมีอาการ ให้ได้รับ การตรวจและรักษาเช่นเดียวกับผู้ป่วย
รับประทานยา หรือรับการรักษาจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์
ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นหรือสีผิดปกติ หรือมีหนองไหลจากอวัยวะสืบพันธุ์ ควรปรึกษาแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
หากคู่เพศสัมพันธ์มีอาการต้องสงสัยการติดเชื้อหนองใน ควรแนะนำให้มาปรึกษาแพทย์
อาการติดเชื้อหนองในควรหายเกือบสนิทภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน แนะนำให้ผู้ป่วยกลับมาพบแพทย์ เพื่อพิจารณาตรวจหาว่าเป็นเชื้อหนองในชนิดดื้อยา หรือมีการติดเชื้ออื่น หรือมีภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อร่วมด้วย
ไม่ใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกับผู้อื่น หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรทำความสะอาดเซ็กซ์ทอย หรือใช้ถุงยางอนามัยชิ้นใหม่กับเซ็กซ์ทอยทุกครั้งที่ใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกับผู้อื่น
หากมีประวัติเสี่ยง ควรไปตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆแม้ว่าจะไม่มีอาการใด ๆ
ดูแลความสะอาดร่างกาย และความสะอาดของเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไม่ใส่ซ้ำ ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังขับถ่ายโดยล้างจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูที่สะอาด
อาการหนองในมักติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อ และบางกรณีอาจไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการช้า หากมีอาการของโรคหนองใน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมิน และรักษาอย่างเหมาะสม หากได้รับการรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรง และการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว และควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรคหนองในได้
Comments